เทคนิคการสอน

สารบัญ

1.1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเรียนการสอน

ความหมายของการศึกษา

นักการศึกษาหลายๆ ท่าน ทั้งในและต่างประเทศได้นิยามความหมายของคำว่า “การศึกษา” (Education) ไว้อย่างหลากหลาย ซึ่งนักศึกษาคงได้อ่านและผ่านการเรียนมาบ้างแล้ว นักการศึกษาเชื่อว่ามนุษย์สัตว์ชนิดเดียวที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำไห้สามรถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนกระทั่งเป็นครูสอนตนเองได้ กล่าวคือ การศึกษาเป็นกระบวนการทางสังคมที่ทำให้คน ได้มีการเรียนรู้และพัฒนาขึ้นไปสู่ การเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน เป็นกระบวนการส่งเสริมให้บุคคลเจริญเติบโต ความหมายของการเรียนการสอน

อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาคือการพัฒนาความสามารถ ทัศนคติ พฤติกรรมและค่านิยม หรือคุณธรรม เพื่อให้บุคคลเป็นสมาชิกที่ดีและมีประสิทธิภาพของสังคม โดยกระบวนการต่างๆ มีทั้งที่เป็นระเบียบแบบแผนและไม่มีแบบแผน โดยจะมีการเรียนในโรงเรียนหรือไม่ก็ตาม แต่การเข้าเรียนในโรงเรียนย่องเกิดประสิทธิภาพมากกว่าเพราะโรงเรียนจำทำการคัดเลือกสิ่งแวดล้อมได้ดี รวดเร็ว และตรงวัตถุประสงค์ ทั้งของตัวผู้เรียนและสังคม การศึกษาอาจหมายรวมถึงการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็ได้ ทั้งนี้เพราะการศึกษามุ่งหมายที่จะเตรียมบุคคลให้เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมคือครู วิธีการจัดการศึกษา อาจเป็นศิลปะได้ทั้ง 2 ชนิด คือทั้งที่เป็นศิลปะในการร่วมมือกับธรรมชาติและศิลปะในการปรับปรุงธรรมชาติทำให้คนรู้จักเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตนเอง เพื่อที่จะให้ตนเองเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ การศึกษาทำให้บุคคลเลือกใช้สินค้าที่ดี ฉลาด และในขณะเดียวกันก็ช่วยเตรียมความพร้อมของคนให้เป็นผู้ผลิตที่ดีในอนาคต

เพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาเป็นผู้ที่มีคุณภาพ คิดเป็น ทำเป็น มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ รวมทั้งสามารถประกอบอาชีพและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข จึงเกิดการปฏิรูปการศึกษาตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความรู้ อันเป็นเงื่อนไขไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ ให้คนไทยทั้งปวงให้ได้รับโอกาสเท่าเทียมกันที่จะเรียนรู้และฝึกอบรมได้ตลอดชีวิต และมีปัญญาเป็นทุนไว้สร้างงานและสร้างรายได้ และนำประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการศึกษาสร้างชาติ สร้างคน และสร้างงาน

กลับขึ้นไปด้านบน

1.3 องค์ประกอบของการสอน

ครู หรือผู้สอน เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ที่ขาดไม่ได้สำหรับการสอน ฉะนั้นบุคลิกภาพและความสามารถของผู้สอนจึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้สอนควรมีการปรับปรุงบุคลิกภาพและเทคนิค วิธีการสอนให้เหมาะกับเนื้อหาและผู้เรียน โดยไม่ใช้วิธีสอนแบบเดียว ควรมีการดัดแปลงเพื่อความเหมาะสมและส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรยีนรู้

ผู้เรียน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญเท่ากับผู้สอน เนื่องจากความสำเร็จในการศึกษาของผู้เรียนเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นผู้สอนจึงเป็นผู้ที่ทำหน้าที่แนะแนวและจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยพยายามจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า รู้จักใช้สื่อการเรียนกรสอนด้วยตนเองมากกว่าที่จะฟังคำบรรยายเพียงอย่างเดียว

กลับขึ้นไปด้านบน

1.4 หลักการพื้นฐานการสอน

การที่ครูจะทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ไดดีดังนี้ ครูจะต้องมีหลักการสอนที่ดี ฉะนั้นการสอนที่ดีย่อมอยู่ที่หลักการพื้นฐานในกาสอน 4 ประการ

1.4.1 หลักการเตรียมความพร้อมพื้นฐาน

การเตรียมความพร้อมพื้นฐานที่จะทำให้การสอนมีคุณภาพ ได้แก่

- ต้องมีความรู้เรื่องหลักสูตรในปัจจุบัน ในด้านหลักการ จุดหมายโครงสร้าง กิจกรรมการเรียนการสอน และการแระเมินผลของหลักสูตรแต่ละระดับว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร

- ต้องมีความรู้เรื่องปรัชญาการศึกษา ปรัชญาการศึกษาเป็นความรู้อันเกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งความรู้จะมีผลต่อการจัดการศึกษาในด้านต่างๆได้แก่ การกำหนดจุดมุ่งหมายทางการศึกษาการเลือกการจัดเนื้อหาวิชา การจักกิจกรรมการเรียนการสอน การบริหารโรงเรียนการจัดชั้นเรียนตลอดจนการวัดและประเมินผล แนวคิดในการจัดการศึกษาของนักปรัชญาการศึกษาแตกต่างกันหลายแนวความคิด พอสรุปที่สำคัญได้ 5 แนวความคิด ได้แก่ ปรัชญาสาระนิยม ปรัชญาสัจวิทยา ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม ปรัชญาปฏิรูปนิยม และปรัชญาสวภาพนิยม

แม้ว่าในการสอนนั้นจำเป็นต้องยึดตาม หลักสูตรที่รับผิดชอบอยู่ก็ตาม แต่เพื่อประโยชน์สูงสุดของการเรียนรู้ ต้องเปิดโอกาสให้ครูปรับแนวความคิดได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะตามแนวปรัชญาการ ศึกษา 5 ประการที่ยกมา ล้วนมีแนวความคิดที่แตกต่างและมีอิทธิพลต่อวงการศึกษามาจนถึงทุกวันนี้ ปรัชญาการศึกษาทั้ง 5 สาขา กล่าวโดยย่อได้ดังนี้

  • ปรัชญาสาระนิยม เป็นปรัชญาการศึกษาที่มุ่งเน้นถ่ายทอดเนื้อหาวิชาที่เป็นแก่นเป็นหลักความรู้ ในก้านทักษะที่จำเป็นต่อการแสวงหาความรู้ การเรียนการสอนเน้นครู เป็นศูนย์กลาง โดยใช้วิธีสอนที่จะถ่ายทอดวิชาการเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ การวัดผลจะวัดความสามารถทางวิชาการเป็นสำคัญ
  • ปรัชญาสัจวิทยนิยม มีแนวคิดคล้ายกับปรัชญาสาระนิยม แต่เน้นการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล มากกว่าการยอมรับด้วยความศรัทธาแบบปรัชญาสาระนิยม ด้านเรียนการสอนจะใช้วิธีสอนมที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการทดลอง พิสูจน์ปฏิบัติมากขึ้น ไม่ใช่การเรียนจากการท่องจำ หรือฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว
  • ปรัชญาพิพัฒนาการนิยม เป็นปรัชญาที่นำแนวความคิดทางจิตวิทยามาใช้ประกอบการเรียนการสอนมาขึ้น การสอนมุ่งเน้นให้นักเรียนเรียนด้วยการปฏิบัติ ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้ชี้แนะแนวทางหรือจัดสถานการณ์
  • ปรัชญาปฏิรูปนิยม มีแนวความคิดคล้ายปรัชญาพิพัฒนาการนิยม แต่มีจุดมุ่งหมายการเรียนการสอนกว้างไกลขึ้น ไม่มุ่งพัฒนาตัวนักเรียนเท่านั้น แต่พัฒนาให้สอดคล้องกับความจำเป็น และความต้องการของสังคม มุ่งพัฒนาสังคมประชาธิปไตย
  • ปรัชญาสวภาพนิยม เป็นปรัชญาที่มุ่งให้ความเป็นอิสระทางความคิดและการตัดสินใจแก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถือว่าเนื้อหาไม่ใช่สิ่งสำคัญ เป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนานักเรียนเท่านั้น ส่วนการเรียนการสอนยึดตามแนวปรัชญาพิพัฒนาการนิยมและการปฏิรูปนิยม

1.4.1.3 ต้องมีความรู้เนื้อหาวิชาดี ผู้ที่สอนเรื่องใดต้องมีความรู้เรื่องนั้นมากพอที่จะอธิบายให้นักเรียนเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ตามระดับ การมีความรู้น้อยทำให้เป็นครูที่ดีไม่ได้ เพราะครูจะขาดความเชื่อมั่นในเอง และการมีความรู้มากเกินไป แต่ไม่รู้จักประมาณการ ก็จะมีแนวโน้มที่จะมีการสอนเนื้อหาที่มากและยากจนเกินไป ฉะนั้นครูจึงควรมีความรู้เป็นอย่างดี และรู้จักประมานการความรู้ที่จะถ่ายทอดได้การมีความรู้ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูได้ศึกษาเล่าเรียนและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอยู่เสมอ

1.4.1.4. ต้องมีทักษะการสอนที่ดี ทักษะการสอนมีมีหลักแตกต่างกันไป แล้วแต่ ว่าวิธีการสอนนั้นยึดครูเป็นศูนย์กลางหรือยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง การมีทักษะดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้มีการฝึกฝนทักษะต่างๆทั้งที่เป็นทักษะเดียวและการบูรณาการของทักษะตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป

1.4.1.5.ต้องมีความสามมารถในการแก้ปัญหาการสอน เมื่อครูสำเร็จศึกษาออกไปปฏิบัติงานจะพบว่าสถานการณ์การสอนในระหว่างที่เรียนกับสถานการณ์จริงที่ต้องออกไปสอนมีความแตกต่างกัน ครูจะนำเอาวิชาที่เรียนมาใข่ไม่ได้เลยที่เดียว ปัญหาเกี่ยวกับการสอน “นอกหลักสูตร” ทั้งนั้น ดังนั้นครูต้องรู้จักแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ โดยใช้หลักการที่เรียนมาแล้วช่วยในการแก้ปัญหา

1.4.2 หลักการวางแผนเตรียมการสอน

การสอนจะมีคุณภาพไม่ได้ถ้าครูไม่ได้วางแผนและเตรียมการที่ดีพอ การวางแผนและเตรียมการสอนมีหลักที่สำคัญ 5 ประการ คือ

1.4.4 หลักการประเมินผลและรายงานผล

เมื่อจัดกระบวนการเรียนการสอนแล้ว ก็ต้องมีการสัดและการประเมินผลโดยมีหลัก 3 ประการคือ

1.4.4.1 หลักการกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เป็นการกำหนดจุดประสงค์ที่ยึดพฤติกรรมที่วัดหรือสังเกตโดยการกำหนดเงื่อนไขและเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน

1.4.4.2 หลักการสร้างและการใช้เครื่องมือประกัน ครูต้องทราบการออกข้อสอบทั้งปรนัยและอัตนัย ให้เป็นข้อสอบที่วัดพฤติกรรมตามเงื่อนไขและเกณฑ์ที่กำหนดจุดประสงค์นอกจากนี้จะต้องทราบการประเมินแบบต่างๆด้วย

1.4.4.3 หลักการตีความหมายและรายงานผลการประเมิน เมื่อครูวัดผล (การเก็บข้อมูลเป็นตัวเลข) และครูต้องมีความสามารถในการประเมิน คือ วิเคราะห์ข้อมูลและตีความหมายล้วนรายงานผลให้ผู้เรียนและผู้ปกครองทราบ

หลักการในการสอน 4 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้น จะทำให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มิใช่เพียงการเรียนหลักการเท่านั้นเองต้องเป็นฝึกปฏิบัติให้สามารถนำความรู้ต่างๆนำกันไปใช้ได้จริงๆจึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง(ชัยยงศ์ พรหมวงศ์ 2525:36-38)

กลับขึ้นไปด้านบน

การสอนแบบจุลภาค

การเรียนการสอน เป็นกระบวนการที่เกิดจากพฤติกรรมที่ซับซ้อนมาก การสอนจะประกอยด้วยกลุ่มทักษะจำนวนมาก ที่ยุ่งยากและซับซ้อน เท่าที่ผ่านมาการฝึกหัดครูให้มีทักษะในการสอนนั้น กระทำโดยการบอกกล่าวเทคนิค และวิธีการสอนต่างๆ ตามด้วยการหัดสังเกตการณ์ถ่ายทอดวิชาไปจนถึงการออกไปฝึกสอนตามโรงเรียน โดยวิธีการลองผิดลองถูกต่อไป จะหาครูประจำการที่จะทำการสอนได้อย่างสมบูรณ์นั้นหาได้น้อยมาก จากความเจริญรุดหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาทางเครื่องจักรกลต่างๆ ทำให้นักวิชาการต่างๆ ได้เปรียบเทียบความก้าวหน้าทางวิทยาการ ที่ได้ก่อร่างมาจากหน่วยเล็กๆ หลายๆ หน่วยรวมกัน ทำให้เชื่อว่า จากทักษะการสอนที่ซับซ้อนนั้น สามารถแยกออกเป็นทักษะย่อยๆ แล้วทำการฝึกซ้อมทักษะเป็นอย่างๆ ไปได้ จึงได้เกิด “ ทักษะการสอนจุลภาค” ขึ้น

1. ความหมายของการสอนแบบจุลภาค

การสอนแบบจุลภาค หมายถึง การสอนแบบย่อส่วน ย่อทั้งขนาดของห้องเรียน ความยาวของบทเรียน และความยุ่งยากในการสอน โดยทั่วไปแล้วการสอนแบบจุลภาคจะประกอบไปด้วยบทเรียนหนึ่งบท และดูผลย้อนกลับของผู้สอน ผลย้อนกลับนี้อาจเป็นการบันทึกเทปโทรทัศน์ หรือการบันทึกเสียง หรือจากอาจารย์นิเทศก์ จากนักเรียน จากเพื่อนร่วมกลุ่ม หรือจากากรวิเคราะห์คนเอง ส่วนที่ปลีกย่อยออกไปอาจจะเป็นความยาวของบทเรียน จำนวนการสอนซ้ำและชนิดของการนิเทศก์ การใช้เครื่องบันทึกภาพและเสียง ตลอดจนจำนวนและชนิดของนักเรียนมีลักษณะดังนี้

1. เป็นการฝึกปฏิบัติการสอนในสถานการณ์ที่เป็นจริงทุกประการ

2. จัดผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5-15 คน (ส่วนมากใช้ 5-6 คน)

3. ใช้เวลาสอนเป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 5-15 (ส่วนมากใช้เวลาประมาณ 10 นาที)

4. เป็นบทเรียนสั้นๆ ที่พอเหมาะกับเวลาที่สอนและมีความมุ่งหมาย เพื่อฝึกทักษะที่กำหนดไว้ครั้งละ 1 ทักษะ

5. มีวิธีการที่ช่วยให้รู้ผลย้อยกลับของตนทันที เพื่อพิจารณาปรับปรุงตนเองโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น เทปบันทึกภาพ เทปบันทึกเสียงหรือแบบประเมินผล แบบสังเกต หรือการวิจารณ์ของนักเรียน เพื่อนผู้สอน ครูนิเทศก์ หรือจากการประเมินตนเอง

6. มีแก้ไขข้อบกพร่องของครู โดยจัดให้มีการสอนซ้ำกับนักเรียนกลุ่มใหม่และมีการประเมินผลซ้ำอีก หากยังไม่เป็นที่พอใจก็อาจจะกระทำอีกในคราวต่อไป

การสอนแบบจุลภาค เริ่มที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Standford University) ในปี 1963 โดยมีกลุ่มนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วย Dwight Allen, Robert bush, Fred Macdonald และ J.M. Cooper ได้ทำการศึกษา หาวิธีการฝึกอบรมครู ก่อนประจำการได้คิดค้นและทำการแจกแจงทักษะการสอนที่ซับซ้อนนั้น ออกเป็น 18 ทักษะด้วยกัน คือ

1. การสร้างความสัมพันธ์
2. การวางขอบข่ายเนื้อหา
3. การสรุปสัมพันธ์
4. การมีพฤติกรรมเอาใจใส่ในตัวผู้เรียน
5. การหาผลย้อนกลับ
6. การเสริมกำลังใจ
7. การพูดพร่ำเพรื่อและการพูดซ้ำซาก
8. การควบคุมการมีส่วนร่วมในการเรียนของนักเรียน
9. การอธิบายและการใช้ตัวอย่าง
10. การตั้งคำถาม
11. การใช้คำถามขั้นสูง
12. การใช้คำถามรุก
13. การเงียบและการแนะทาง
14. การกระตุ้นให้นักเรียนตั้งคำถามเอง
15. การสื่อความหมายที่สมบูรณ์
16. การแปรเปลี่ยนตัวกระตุ้น
17. การบรรยาย
18. การบอกให้นักเรียนรู้ตัวว่าจะต้องตอบคำถาม

จากการศึกษาวิจัยของกลุ่ม Allen ที่แสตนฟอร์ด เรื่อง “ การสอนแบบจุลภาค ” นี้ เริ่มเป็นที่สนใจต่อผู้เกี่ยวข้อง ในวงการฝึกหัดครู และครูประจำการมากขึ้นทุกขณะ ได้มีการลอกแบบไปใช้และศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมทั่วไปในสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ทั่วโลก มหาวิทยาลัยอูสเตอร์ (New University of Ulster) และมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิ่ง (University of Stering) ในประเทศอังกฤษ ได้นำเอาไปใช้ฝึกอบรมครูใหม่ ส่วนมหาวิทยาลัยแคสเตอร์ ได้ตั้งศูนย์วิจัยการสอนระหว่างชาติ (International Micro teaching Research Unit of University of Lancaster) ในประเทศไทยได้รับเอาการสอนแบบจุลภาคมาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 มหาวิทยาลัยหลายแห่งและวิทยาลัยครูต่างๆ ได้นำเอาวิธีการสอนแบบจุลภาคมาปรับเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของแต่ละสถาบัน ทำการฝึกอบรมครูและยังได้ทำการศึกษาวิจัยการสอนแบบจุลภาคนี้ตลอดมา

กลับขึ้นไปด้านบน



การนำไปใช้

รูปแบบของการสอนแบบจุลภาค สามารถนำไปใช้กับการฝึกอบรมพัฒนาการสอน ดังนี้

1. ใช้ทักษะการสอนก่อนที่จะออกไปทำงาน (Pre-service teaching training) เป็นการฝึกทักษะการสอน เพื่อให้แน่ใจว่า เข้าใจและสามารถที่จะแสดงออกถึงทักษะต่างๆ ขณะที่ทำการสอนต่อไปได้

2. ใช้ฝึกอาจารย์ประจำการ ที่ต้องการพัฒนาตนเอง (In-service training) เป็นการฝึกซ้อมเพิ่มเติมหรือตรวจสอบความสามารถในการใช้ทักษะการสอนของอาจารย์ที่มีความสนใจในการสอน เพื่อให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด

3. ใช้ประกอบการพัฒนาประสบการณ์ และทักษะในการฝึกอบรม (Further Development in experience and skills) การดำเนินการสอนแบบจุลภาคนี้สามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเรียนการสอน และสามารถใช้ค้นคว้าและพัฒนาทักษะต่างๆ สำหรับการดำเนินการสอนแบบจุลภาคนี้

4. เป็นการเพิ่มพูนประสิทธิภาพ ในการทำงานของผู้ดำเนินการได้มาก เพราะทำให้เป้าหมายของโครงการเด่นชัด และสมารถจัดและดำเนินการนิเทศก์ (Teacher supervisions) ดังนี้

- ทำให้อาจารย์นิเทศก์ติดตาม และสังเกตการณ์แสดงออกของครูฝึก (ผู้เรียน) ได้ และครูฝึกสามารถรับรู้การแสดงออกของตนอย่างแท้จริงด้วย

- เป็นการอบรมที่สนองความสามารถของครูฝึก เป็นรายบุคคลอย่างแท้จริง การฝึกทักษะเช่นนี้ สามารถจัดและพัฒนาทักษะต่างๆ ให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพ และสามารถของแต่ละคนได้เช่นเดียวกับการสั่งทำโดยเฉพาะ (Make to order)

กลับขึ้นไปด้านบน

ระบบการสอนแบบจุลภาค (Micro Teaching System)

การสอนจุลภาคเป็นการสอนที่ย่อขนาดของ ห้องเรียน เวลาเรียน บทเรียน และยังจำกัดความสลับซับซ้อนของทักษะการสอนด้วย ซึ่งขบวนการใช้ฝึกทักษะการสอนสำหรับครูก่อนประจำการ และครูประจำการได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งในปัจจุบัน ในปัจจุบัน (ค.ศ. 1974) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี ได้นำการสอนจุลภาคมาใช้เพื่อฝึกอบรมครูประจำการเป็นบางครั้งคราวด้วย ระบบการสอนจุลภาคที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรีได้นำมาใช้นั้นลอกมาจากต้นแบบของแสตนฟอร์ด ซึ่งได้มีการสอนซ้ำและจัดให้ดำเนินการสอนซ้ำภายในวันเดียวกัน เพื่อเป็นการซักซ้อม แก้ไขข้อบกพร่องทันที เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่จะฝึกทักษะการสอนในสถานศึกษา ระบบการสอนแบบจุลภาค ตามแบบต้นฉบับแบบแสตนฟอร์ด ซึ่งกลุ่มของ Allen และ Ryam ได้สร้างไว้เมื่อปี ค.ศ. 1964 ดำเนินเป็นขั้นตอนดังนี้


ภาพแสดง วงจรการสอนแบบจุลภาคของแสตนฟอร์ด
กลับขึ้นไปด้านบน

การฝึกทักษะการสอนแบบจุลภาค

ในการเรียนการสอนนั้น ปัจจัยส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีนั้น ต้องอาศัยทักษะในการสอนครู อาจารย์ ซึ่งครูอาจารย์ที่มีทักษะในการสอนที่ดีนั้น จะมีบทบาทเป็นอย่างมากในแต่ละตอนของการเรียนรู้ของผู้เรียน Klausmeler และ Goodwin ได้สรุปบทบาทของครูในแต่ละตอนของการเรียนรู้ของนักเรียน มี Model ดังต่อไปนี้ จาก Model ของ Klausler และ Goodwin จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการเรียนรู้ของผู้เรียนจะอยู่ภายในสี่เหลี่ยม ส่วนบทบาทของครูผู้สอนจะอยู่ภายนอก ซึ่งจะเห็นได้ว่าจะต้องมีวิธีการหลายอย่างที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และรับรู้ได้ตามจุดประสงค์ของเนื้อหาวิชาอย่างสมบูรณ์

กลับขึ้นไปด้านบน

การดำเนินการฝึกทักษะแบบจุลภาค

1. ศึกษาหลักเกณฑ์ของทักษะจากครูและเอกสารประกอบการสอน เพื่อเป็นแนวทางการฝึก และเพื่อให้ผู้ฝึกทำความเข้าใจก่อนจะลงมือฝึก

2. ศึกษาดูตัวอย่าง ซึ่งอาจเป็นการสาธิตหรือใช้สื่อการสอนทางเทคโนโลยี เช่น วีดีโอเทป ภาพยนตร์ และอาจวิเคราะห์ดูลักษณะทักษะแบบต่างๆ ให้เห็นแนวทางและจุดสำคัญ

3. ผู้ฝึกเตรียมทำการบันทึกการสอนแบบจุลภาค โดยเลือกบทเรียนที่จะทดลองสอนให้เหมาะสมกับทักษะที่จะฝึกเหมาะสมกับวัย ระดับองผู้เรียน และเหมาะสมกับเวลาการสอนแบบจุลภาค

4. ลงมือสอนตามบันทึกการสอน โดยนักเรียนอาจจะเป็นนักเรียนจริงตามระดับ หรืออาจใช้เพื่อนักศึกษาด้วยกันเป็นนักเรียนในระหว่างสอน จะมีเครื่องแสดงผลย้อนกลับให้ครูได้ทราบโดยใช้แบบประเมินผล เทปบันทึกเสียงหรือเทปบันทึกภาพ

5. หลังจากการสังเกตการณ์สอนแล้ว ผู้ฝึก ผู้สังเกตการณ์สอน และผู้นิเทศก์ ควรให้ร่วมอภิปรายผลการสอน โดยอาศัยแบบประเมินภาพและเสียงเป็นแนวทาง เพื่อให้ผู้ฝึกได้ทราบจุดที่ดีและจุดที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไขทันทีหลังการสอน ผู้ประเมินอาจเป็นทั้งอาจารย์ เพื่อนนักศึกษา หรือนักเรียน

6. จากผลการอภิปรายประเมินผล ถ้าผู้ฝึกยังมีจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข และต้องการปรับปรุงวิธีการสอนของตน ก็ย้อนกลับไปปรับปรุงบทเรียนใหม่ ทดลองซ้ำโดยสอนกับนักเรียนกลุ่มใหม่ และมีการประเมินอีกครั้งหนึ่ง

กลับขึ้นไปด้านบน



แนวคิดในการให้ผลย้อนกลับการฝึกทักษะการสอนแบบจุลภาค

หัวใจสำคัญของการฝึกทักษะการสอนแบบจุลภาค คือ การให้ผลย้อนกลับแก่ผู้ฝึกทันทีเพื่อจะได้ทราบผลการฝึกของตนว่ามีข้อดี ข้อควรแก้ไขเพียงใด การให้ผลย้อนกลับเป็นวิธีการช่วยให้ผู้ฝึกมองตนและรู้จักตนเอง สามารถประเมินการสอนของตน และพัฒนาพฤติกรรมการสอนของตนให้ดีขึ้น มิใช่เป็นการประเมินผลความสามารถในการสอน การทราบผลย้อนกลับอาจจะได้จากหลายทางด้วยกัน ได้แก่

1. จากตัวผู้ฝึกเอง

1.1 โดยดูหรือฟังการฝึกของตนจากเครื่องมือ เช่น เทปบันทึกภาพหรือเทปบันทึกเสียง

1.2 จากการประเมินตนเองภายหลังการฝึก

2. จากผู้สังเกตการณ์สอน ผู้สังเกตการณ์สอน ได้แก่ นักเรียนที่มารับการสอนและกลุ่มเพื่อนของผู้ฝึก (พึงใจ สินธวานนท์ 2526 : 324)

กลับขึ้นไปด้านบน

ประโยชน์ของการฝึกทักษะการสอนแบบจุลภาค

1. การฝึกปฏิบัติด้วยการสอนแบบจุลภาค ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติได้ชัดเจน และเป็นที่เข้าใจได้โดยง่าย

2. ให้ครูได้เห็นข้อดีข้อบกพร่องของตนเอง โดยการดูผลย้อนกลับจากเครื่องมือต่างๆ นอกจากการทำให้เกิดความสนใจที่จะแก้ไขตนเองแล้ว ยังให้เกิดใจกว้างในการยอมรับคำวิจารณ์ ทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันและยังทำให้มีบรรยากาศของการทำงานร่วมกันดีอีกด้วย

3. การฝึกปฏิบัติสอนแบบจุลภาคจะเป็นการฝึกในลักษณะที่ปลอดภัยและให้โอกาสทดลอง แก้ไข ทั้งไม่ต้องวิตกกังวลกับปัญหาอื่นๆ ในการสอน

4. เป็นการช่วยให้ผู้ฝึกเห็นเทคนิคการสอนในแง่มุมต่างๆ ให้กว้างขวาง ทั้งนี้เพราะในการปฏิบัติ ครูมีโอกาสดูปฏิกิริยาจากนักเรียนโดยตรง ทำให้ครูต้องฝึกปรับพฤติกรรมการสอนของตนและเรียนรู้วิธีการจัดพฤติกรรมการสอนของตนได้กว้างขวางขึ้น

5. การสอนแบบจุลภาคเป็นการลดความยุ่งยากในการจัดให้มีการฝึกปฏิบัติการสอน เพราะการฝึกปฏิบัติการสอนมีปัญหาในเรื่องของเวลา สถานที่และนักเรียน วิธีการสอนแบบจุลภาค จัดได้ง่ายกว่าการนำไปฝึกในชั้นเรียนจริง และจะช่วยให้สามารถฝึกได้ทั่วถึงและมากครั้งกว่า

กลับขึ้นไปด้านบน

กิจกรรมการเรียนการสอน

กิจกรรมการเรียนการสอนถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเพราะเป็นวิถีทางที่จะนำผู้เรียนไปสู่จุดประสงค์ของการเรียน กิจกรรมการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นมีอยู่มากมายหลายวิธี ผู้สอนควรให้ความสำคัญและทราบแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อกาเรียนรู้มากที่สุด

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบ และกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนเพื่อรู้ ทำได้ และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเพื่อพัฒนาคุณภาพ และศักยภาพของชีวิต และสังคม สรุปได้ว่าให้ผู้เรียน เก่ง ดี และมีความสุข การปฏิรูประบบและกระบวนการเรียนรู้มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษา ผู้สอนต้องตระหนักว่าตัวเองเป็นหัวใจของการปฏิรูปเรื่องนี้และช่วยกันพัฒนาให้เกิดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้ได้โดยระยะแรกอาจทำได้เพียงเล็กน้อย และค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น ผู้สอนจะต้องช่วยกันริเริ่ม และร่วมมือกันวางแผน เขียนแผน นำแผนไปใช้จริง สะท้อนผลการใช้ แก้ไขปรับปรุงแผนใหม่และใช้อีก เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ถ้าผู้สอนทำได้เช่นนี้ก็จะพัฒนาตนเองให้สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจึงหมายถึงการจัดกิจกรรมที่ให้โอกาสผู้เรียนมีส่วนร่วมกิจกรรมมากที่สุดด้วยความมุ่งหวังที่จะทำให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด สร้างความรู้ ได้ด้วยตนเองโดยมีปฏิสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมกับผู้สอนและผู้เรียนด้วยกันเพื่อพัฒนา กาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

ในบริบทที่มีอยู่และเกิดขึ้นตามสภาพจริง และพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ที่จะคิดวิเคราะห์/วิจารณ์ วางแผน และตัดสินใจแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะช่วยทำให้คุณภาพของชีวิตดีขึ้น การเรียนการสอนแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ ความคิดนี้มีมานานแล้วที่ผู้วางแผนการสอนตั้งใจจะให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้วิธีการสอนแบบต่างๆ ที่แตกต่างไปจากวิธีการสอนที่มีผู้สอนเป็นศูนย์กลาง

กลับขึ้นไปด้านบน



ความสำคัญของกิจกรรมการเรียนการสอน

ความสำคัญของกิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละแบบย่อมมีคุณค่าในตัวเองของมันเอง หากผู้สอนได้ให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมแล้วก็ย่อมจะช่วยส่งเสริมในการเรียนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี กิจกรรมที่มีความสำคัญต่อการเรียนรู้หลายประการด้วยกัน ดังนี้ คือ

1. ช่วยเร้าความสนใจของผู้เรียน
2. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ
3. ช่วยปลูกฝังความเป็นผู้นำ
4. ช่วยปลูกฝังความรับผิดชอบ
5. ช่วยปลูกฝังและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
6. ช่วยให้ผู้เรียนมีการเคลื่อนไหวทำให้ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียน
7. ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล
8. ช่วยขยายความรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนให้กว้างขวางมากขึ้น
9. ช่วยส่งเสริมความงอกงามและพัฒนาการเรียนของผู้เรียน
10. ช่วยส่งเสริมทักษะในด้านต่างๆ
11. ช่วยส่งเสริมให้รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะและปลูกฝังเจตคติที่ดี
12. ช่วยส่งเสริมความซาบซึ้งความงามในเรื่องต่างๆ ระหว่างกิจกรรม

ความสำคัญดังกล่าวข้างต้น ทำให้มองเห็นว่ากิจกรรมที่ดีสามารถส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนหลายด้านด้วยกัน ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้ ทั้งในด้านของความรู้ความเข้าใจ การปรับตัว ทักษะ การมีโอกาสฝึกประชาธิปไตย ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานที่มีความสุขในขณะที่เรียน จึงพอจะสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะสมบูรณ์ได้โดยอาศัยการจัดกิจกรรมที่ดีด้วย

กลับขึ้นไปด้านบน

ลักษณะของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดี

1. กิจกรรมการเรียนการสอนทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ของการเรียน

2. การจัดลำดับกิจกรรมต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์และอ้างอิง ด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย

3. กิจกรรมควรเหมาะสมกับวัยและความพร้อมของผู้เรียน

4. ควรมีการวางแผนเพื่อจัดลำดับขั้นตอน เพื่อให้การเรียนรู้มีความต่อเนื่องแต่ละกิจกรรมควรให้มีการสืบทอดต่อจากการเรียนรู้ที่มีอยู่ก่อน และจะต้องเป็นการจัดลำดับจากรูปธรรมไปหานามธรรม จากประสบการณ์ที่อยู่ใกล้ไปสู่ประสบการณ์ที่อยู่ไกล และจากกระบวนการคิดการทำงานอย่างง่ายๆ ไปสู่การให้เหตุที่มีแบบแผนหรือเป็นนามธรรม

5. กิจกรรมการเรียนการสอนควรให้บังเกิดผลดีอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น

6. กิจกรรมควรมีความท้าทายความสนใจของผู้เรียน ให้สามารถนำสิ่งที่เรียนจากสถานการณ์หนึ่งไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้การเรียนมีความต่อเนื่องกันไป สามารถอธิบายสิ่งใหม่ๆ คาดคะเนและพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ในสถานศึกษา

7. เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาความคิด ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิด และสามารถแก้ปัญหาตามแนวทางของตนเอง และต้องรู้จักประเมินความคิดของตนเองได้สืบสวนสอบ

8. กิจกรรมควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลายๆ แนวทาง การจัดกิจกรรมที่ให้โอกาสผู้เรียนได้สังเกต วิเคราะห์ อภิปราย โดยใช้สื่อการเรียนรู้ต่างๆ มาประกอบกิจกรรม หากกิจกรรมหนึ่งๆ ไม่เหมาะสมกับผู้เรียนคนใดคนหนึ่ง แต่อาจมีกิจกรรมอื่นที่สามารถชดเชยได้

กิจกรรมควรเปิดกว้างแก่ผู้เรียนให้มีลักษณะที่แตกต่างกันทั้งด้านเนื้อหาและแนวความคิด กิจกรรมลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว แต่เป็นการให้ผู้เรียนรู้จักใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลและพัฒนาความคิดอย่างสร้างสรรค์

กลับขึ้นไปด้านบน

ความหมายของการเรียนการสอน

จากการศึกษาเอกสารและหนังสือที่กล่าวถึงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Kauchak; and Eggen 1988 ; Frazer 1995 ; and Woolfolk 1995) ทำให้พอสรุปภาพรวมองค์ประกอบที่เกี่ยวกับตัวผู้เรียนที่ต้องคำนึงถึงในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้เป็นแผนภาพต่อไปนี้


แผนภาพแสดงองค์ประกอบที่เกี่ยวกับตัวผู้เรียน

การนำไปสู่การเชื่อมโยงในลักษณะที่จะทำให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความมากน้อยขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของแต่ละสถานการณ์ของการเรียนการสอน ปัจจัยหลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ กระบวนการสอนที่ผู้สอนต้องเข้าใจว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน และสามารถนำกระบวนการสอนนี้มาเชื่อมโยงกับขั้นตอนการสอนในการวางแผนการสอนเพื่อให้เกิดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้ ตามแนวคิดของGagne’ และ Briggs กระบวนการสอนนี้ประกอบด้วยพฤติกรรม 9 ชนิด เป็นเหตุการณ์ที่ควรเกิดขึ้นในการสอนทุกครั้งประกอบด้วย

1. การเรียกความสนใจ เพื่อให้ผู้เรียนพร้อมที่จะเรียน โดยการเลือกใช้สิ่งเร้าซึ่งได้แก่ หนังสือ รูปภาพ บทเรียน ภาพยนตร์ ฯลฯ และการใช้คำถาม หรือการสาธิตให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือหนังสือประกอบการอธิบาย และการนำเสนอสิ่งเร้านั้นๆ เพื่อเรียกความสนใจ

2. การบอกให้ผู้เรียนรู้จุดประสงค์ เพื่อให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนรู้จุดมุ่งหมายปลายางของการเรียนการสอน และเป็นแนวทางนำไปสู่จุดหมายเดียวกันได้ การบอกจุดประสงค์อาจบอกตรงๆ บอกโยใช้คำถามหรือบอกโดยกรแสดงหรือสาธิตประกอบ

3. การเร้าให้ผู้เรียนระลึกถึงการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องมีมาก่อน การเร้านี้อาจใช้วิธีถามหรือบรรยายเพื่อทบทวนความรู้เดิมให้นักเรียนระลึกถึง สิ่งที่เรียนรู้มาแล้วนำความรู้นั้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ เตรียมพร้อมที่จะเรียนต่อไป

4. การนำสิ่งเร้า สิ่งเร้าที่นี้หมายถึง สิ่งเร้าที่ใช้ประกอบการสอนซึ่งอาจมีลักษณะต่างๆ กันได้แก่ วัสดุอุปกรณ์และสื่อการสอนอื่นๆ การนำเสนอสิ่งเร้าต้องคำนึงถึงจังหวะ ช่วงเวลา และลำดับขั้นตอนของการนำเสนอรวมทั้งการตอบสนองของผู้เรียนด้วย

5. การชี้แนะการเรียนรู้ การชี้แนะการเรียนรู้ในการเรียนการสอน ได้แก่การใช้กิจกรรมต่างๆ ที่นำไปสู่การเรียนรู้ การประกอบวัสดุอุปกรณ์หรือการสาธิต และการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้

6. การทำให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรม ผู้สอนต้องกระตุ้นและจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมสนองตอบ เช่น การจัดเตรียมเครื่องมือให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติการทดลอง การถาม การให้ทำแบบฝึกหัด ฯลฯ

7. การเฉลยผลการกระทำของผู้เรียนทันที เป็นการสนองให้นักเรียนทราบว่า พฤติกรรมที่เขาแสดงนั้นผิดหรือถูกต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

8. การวัดผลการเรียน การวัดผลการเรียนทำได้โดยการใช้คำถาม การให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือข้อสอบวัดได้ทั้งก่อนเรียน ขณะเรียน และเมื่อสิ้นสุดการเรียน เพื่อปรับปรุงแก้ไข ถ้าผู้เรียนไม่เข้าใจ

9. การทำให้ผู้เรียนมีความรู้คงทน และการถ่ายโยงการเรียนรู้ การสอนต้องมีการจัดให้ผู้เรียนปฏิบัติซ้ำๆ กัน จัดให้มีการทบทวน และสร้างสถานการณ์ที่แปลกใหม่กว่าที่เคยเรียนเพื่อฝีกการถ่ายโยงการเรียนรู้ และเป็นการตรวจสอบว่าความรู้ยังคงอยู่หรือไม่

เหตุการณ์ทั้ง 9 ข้อข้างต้นนี้มีความสัมพันธ์กับกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ตามที่ Gagne และBriggs เพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์ของกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่กระบวนการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง


กลับขึ้นไปด้านบน